Blog

Home / ความรู้เรื่องข้าว / ทำไมกิน “ข้าวไรซ์เบอร์รี่” แล้วท้องอืด?

ทำไมกิน “ข้าวไรซ์เบอร์รี่” แล้วท้องอืด?

หลายคนที่เริ่มเปลี่ยนจากการกินข้าวขัดสีขาว เช่น ข้าวหอมมะลิ ข้าวหอม หรือข้าวขาว มากินข้าวไม่ขัดสี (ขัดสีเปลือกออกไม่หมด) อย่างข้าวกล้อง และโดยเฉพาะข้าวไรซ์เบอร์รี่ มักจะเจอกับอาการท้องแน่น ท้องอืด นั่นเป็นเพราะอะไร?? นี่เรากำลังแพ้ข้าวชนิดหรือเปล่า? หรือกระเพาะเรารับข้าวแบบนี้ไม่ได้?? อย่างนี้เราก็ไม่สามารถกินข้าวไม่ขัดสีได้แล้วงั้นเหรอ?? …..อย่าเพิ่งตกใจไป มาลองดูสาเหตุของอาการเหล่านี้กันก่อน

 

3 สาเหตุ…ทำไมกินข้าวไรซ์เบอร์รี่แล้วท้องแน่น/ท้องอืด

 

ลำไส้กำลังตกใจกับกากใย (Fiber)

 

สำหรับคนที่ไม่เคยกินข้าวไม่ขัดสีมาก่อนเลยในชีวิต กินแต่ข้าวขัดสีขาวมาตลอด พออยู่ๆ มากินข้าวไม่ขัดสีแบบนี้ ลำไส้จะปรับตัวไมทัน ปกติเวลากินข้าวขาว ลำไส้จะทำงานแบบสบายๆ เพราะข้าวขาวแทบไม่มีกากใยเลย ทำให้ใช้เวลาในการย่อยน้อย ย่อยง่าย กินเยอะ บางทีก็ไม่แน่นท้อง ไม่อืดท้อง พักเดียวก็หายอิ่มแล้ว แต่พอเปลี่ยนมาเป็นข้าวไรซ์เบอร์รี่ ที่มีปริมาณกากใยมากกว่าข้าวขัดสีขาว กากใยมันพุ่งพรวดขึ้นมา! แบคทีเรียในลำไส้ที่ยังไม่คุ้นเคยต้องรีบมาช่วยย่อย งานนี้เลยเกิดการปล่อย “ก๊าซ” ออกมาเยอะจนเราท้องอืดได้นั่นเอง

 

ข้าว “แข็ง” เกินไปย่อยยาก

 

อันนี้เป็นจากพฤติกรรมของเราเอง ทั้งเรื่องการหุงข้าวและการกินอาหาร ข้อแรก “ข้าวไรซ์เบอร์รี่” จะใช้น้ำในการหุงมากกว่าข้าวที่ขัดสีข้าว เพราะข้าวไรซ์เบอร์รี่ยังคงมีเปลือกข้าวบางๆ หุ้มอยู่ ซึ่งมันค่อนข้างเหนียวและแข็ง ถ้าเราไปหุงข้าวด้วยสูตรเดียวกับข้าวขัดสีขาว เช่น ข้าว 1 : น้ำ 1 ข้าวไรซ์เบอร์รี่ ที่หุงออกมาก็จะแข็งมาก ไม่ฟู เคี้ยวลำบาก กินก็ยาก เพราะอย่างนั้นเวลาจะหุงข้าวไรซ์เบอร์รี่แนะนำให้ดูสูตรหุงข้าวหลังถุงก่อน หรือถ้าชอบข้าวแบบนิ่มมากๆ จะเลือกแช่ข้าวก่อนหุงสัก 15-20 นาทีก็ได้ เพื่อให้ข้าวออกมานุ่มมากขึ้น

 

นอกจากนี้พฤติกรรมการกินยังมีส่วนสำคัญ อย่างที่บอกไปว่าลำไส้จะย่อยข้าวไรซ์เบอร์รี่ได้ยากกว่าข้าวขัดสี ดังนั้นถ้าเรากินเร็วๆ เคี้ยวไม่ละเอียดแบบเดิม ลำไส้จะทำงานหนักมากขึ้น ย่อยยาก ทำให้เรามีอาการแน่นท้อง ท้องอืด หรือบางคนอาจจะหนักขึ้นต้องอาเจียนเพราะย่อยไม่ได้เลยทีเดียว ดังนั้นควรปรับพฤติกรรมการกินด้วย อย่ากินเร็วเกิน เคี้ยวให้ละเอียด (ซึ่งไม่ว่าคุณจะกินอะไรก็ควรเคี้ยวให้ละเอียดก่อนกลืนนะ เพื่อการย่อยที่มีประสิทธิภาพ)

 

ดื่มน้ำน้อยเกินไป

 

เวลาเปลี่ยนมากินข้าวไม่ขัดสีพวกนี้ น้ำมีส่วนสำคัญในการย่อยมากๆ ถ้าเปรียบเทียบแบบให้เห็นภาพง่ายๆ กากใยในข้าวไรซ์เบอร์รี่เหมือนกับ “ฟองน้ำ”  มันต้องการน้ำเพื่อช่วยให้ตัวมันนิ่มและเคลื่อนที่ผ่านลำไส้ไปได้ ถ้าเราดื่มน้ำน้อยเกินไป  กากใยพวกนี้จากที่จะต้องช่วยให้เราขับถ่ายได้ง่ายขึ้น มันจะกลายเป็นก้อนแข็งๆ ค้างอยู่ในท้องทำให้ท้องอืดและท้องผูกได้ง่ายๆ

 

 

 

ทริคกินไรซ์เบอร์รี่ให้ “สบายท้อง”

 

ไม่ต้องกังวลว่าจะกินข้าวไรซ์เบอร์รี่ไม่ได้ เพราะวันนี้เรามีวิธีง่ายๆ ที่จะช่วยให้ร่างกายปรับตัวกับข้าวชนิดได้ดีขึ้น!

 

  • อย่าเพิ่งเปลี่ยนข้าวทันที ค่อยๆ ปรับเพิ่มตามเวลาสำหรับคนที่ไม่เคยกินข้าวไรซ์เบอร์รี่มาก่อนในชีวิต ถ้าจะเปลี่ยนมากินแนะนำให้เริ่มจากการผสมกับข้าวขาวก่อน เช่น ข้าวขาว 3 ส่วน ไรซ์เบอร์รี่ 1 ส่วน ให้ลำไส้ได้ทำความรู้จักกับข้าวไรซ์เบอร์รี่ก่อนสัก 1-2 สัปดาห์ แล้วค่อยๆ เพิ่มสัดส่วนไปเรื่อยๆ *ทั้งนี้ให้สังเกตอาการตัวเองว่ามีท้องอืด/แน่นท้องหรือเปล่า ถ้ารู้สักว่าเริ่มรับได้ ค่อยเพิ่มปริมาณข้าวไรซ์เบอร์รี่ไปเรื่อยๆ สุดท้ายคุณจะสามารถกินข้าวไรซ์เบอร์รี่ได้แบบเต็มๆ จานเลยแหละ
  • หุงข้าวตามสูตร หรือแช่น้ำก่อนเพื่อให้ข้าวนุ่มขึ้นเพื่อให้เราสามารถกินข้าวไรซ์เบอร์รี่ได้ง่าย และร่างกายย่อยได้ง่ายขึ้น เราต้องหุงข้าวไรซ์เบอร์รี่ให้ออกมานุ่มนิ่ม กำลังดี ด้วยสูตรหุงข้าวหลังถุง ข้าว 1 : น้ำ 1.6-2 หรือใส่น้ำสองเท่าของข้าวก็สามารถได้ข้าวไรซ์เบอร์รี่ที่นุ่มนิ่มพอแล้ว  หรือถ้าใครลองตามสุตรแล้วยังอยากได้ที่นุ่มกว่านี้ สามารถแช่ข้าวก่อนหุงได้นะ
  • ปรับพฤติกรรมการกิน ช่วยได้มากสุด!ต่อให้เตรียมข้าวมาดีแค่ไหน แต่ถ้ายังตัวแบบเดิมๆ ก็ไม่อาจได้ผลลัพธ์ที่เปลี่ยนแปลงไปแบบเต็มที่ เพราะงั้นนอกจากข้าวแล้ว เราเองก็ต้องเปลี่ยนด้วยเหมือนกันนะ โดยเฉพาะเรื่องการเคี้ยว ที่เป็นด่านย่อยอาหารด่านแรกของร่างกาย  การเคี้ยวข้าวให้ละเอียดก่อนกลืนจะช่วยทำให้กระบวนการย่อยหลังจากนั้นทำได้ง่ายขึ้นมาก  อย่าดื่มน้ำให้เพียงพอเพื่อช่วยให้ย่อยง่ายขึ้น!

 

 

อาการท้องอืดจากข้าวไรซ์เบอร์รี่เป็นแค่ช่วง “ปรับตัว” เท่านั้น ถ้าผ่านช่วงนี้ไปได้ ลำไส้คุณสามารถปรับตัว สามารถรับมือกับกากใยเหล่านี้ได้แล้ว ต่อให้กินข้าวไรซ์เบอร์รี่แบบเต็มๆ จานก็ไม่มีปัญหา!